ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บ้านท่าคล้อ ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี


บ้านท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

 

1. สภาพโดยทั่วไป

บ้านท่าคล้อ ตั้งอยู่บนบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน ห้อมล้อมไปด้วยภูเขาสลับกับต้นไม้ใหญ่ เป็นทิวแถวต่อจากเทือกเขาดงพญาเย็น ชาวบ้านส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจาก ลาวเวียงจันทน์ ลาวพวน[1] ญ้อ[2] โดยมีแม่น้ำป่าสักเป็นสายเลือดหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส มีความหลากหลายทางด้านระบบนิเวศวิทยา อันอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด รวมถึงสัตว์ป่าหายากอย่าง  “เลียงผา” ขึ้นทะเบียนสัตว์ป่าสงวนเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2503 และ นกกะรางหัวขวาน ถูกจัดขึ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนก พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นอกจากนี้ยังมี ไก่ป่า ปลาเสือ ปลากดคัง ปลากา ปลาแขยง และปลาแม่น้ำต่างๆเป็นจำนวนมาก  รวมไปถึงไม้ยืนต้น เช่น ไม้สักทอง มะค่าโมง พยุง ตะเคียนทอง ไผ่ป่า ไผ่สีสุก ไผ่สีทอง เห็ดโคน และกล้วยไม้ป่า เป็นต้น มีสถานที่สำคัญ ๆ ประกอบไปด้วย 1.พระตำหนักเขาคอกคชคีรี 2.พ่อเฒ่าด่าน 3.พ่อเฒ่าบ้านหรือศาลปู่ ศาลย่า 4.วัดถ้ำนิมิตรมังกร หรือถ้ำสะอาด 5.หลวงพ่อพิกุล 6.เขาพระนอนวัดท่าคล้อใต้ 7. ท่าควาย เป็นต้น

 


         2. การเดินทาง

การเดินทางมาบ้านท่าคล้อ สามารถเดินทางได้ดังนี้

1. รถยนต์ส่วนตัว ระยะทางจากกรุงเทพ-บ้านท่าคล้อ ประมาณ 154 กม. ใช้ระยะเวลาในการเดินทาง ประมาณ 2 ชม. 4 นาที โดยใช้ถนนหมายเลข 9 ทางด่วนมอเตอร์เวย์ (Motorway) สายบางนา- บางปะอิน ใช้ทางลงตรงถนนหมายเลข 1 มิตรภาพ เพื่อไป จังหวัดสระบุรี  เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาขึ้นสะพานตรงแยกเข้าจังหวัดสระบุรี เข้าสู่ถนนหมายเลข 2 มิตรภาพ เดินทางต่อไปอีกประมาณ 12 กม. เลี้ยวซ้าย เข้าถนนหมายเลข 3188 ห่างจากสถานีเติมน้ำมัน ปตท. มิตรภาพ-สระบุรี ประมาณ 50 เมตร เลี้ยวขวาตรงตลาด คลองถม-แสลงพัน ใช้ถนนหมายเลข 3224 (แสลงพัน- วังม่วง) เดินทางต่ออีกประมาณ 5 กม. เมื่อทางรถไฟให้เลี้ยวซ้าย ข้ามแม่น้ำป่าสัก ลอดสะพานข้ามทางรถไฟ ตัดเข้าถนนหมายเลข 3004 (แก่งคอย-ท่าคล้อ) ใช้ระยะทางประมาณ 8 กม. ถึง หมู่บ้านท่าคล้อ

2. รถตู้สาธารณะ สายหมอชิต2 – แก่งคอย ค่าโดยสารประมาณ 100 บาท และนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง  ต่อจากแก่งคอย-ท่าคล้อ ค่าโดยสารประมาณ 100 บาท

3. รถไฟ

รถชานเมือง กรุงเทพ-ชุมทางแก่งคอย เลขขบวน 339

ออกจากกรุงเทพ เวลา 5.20 ถึงชุมทางแก่งคอย 8.05 น. 

รถด่วนพิเศษ กรุงเทพ-อุบลราชธานี เลขขบวน 21

ออกจากกรุงเทพ เวลา 5.45 ถึงชุมทางแก่งคอย 07.44 น. 

รถเร็ว กรุงเทพ-หนองคาย เลขขบวน 75

ออกจากกรุงเทพ เวลา 8.20 ถึงชุมทางแก่งคอย 10.28 น.

และท่านสามารถตรวจสอบกำหนดเวลาเดินรถไฟ พร้อมค่าตั๋วการเดินทาง

ได้ที่ https://www.railway.co.th

4. รถทัวร์ สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สายกรุงเทพ ไป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทุกสาย โดยท่านสามารถลงรถได้ที่ ป้ายซุ้มทางเข้าประตูอำเภอแก่งคอย และนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อมายัง บ้านท่าคล้อ ค่าโดยสารประมาณ 150 บาท

5. รถมินิบัส หมอชิต-มวกเหล็ก โดยท่านสามารถลงรถได้ที่ ป้ายซุ้มทางเข้าประตูอำเภอแก่งคอย และนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อมายัง บ้านท่าคล้อ ค่าโดยสารประมาณ 150 บาท

 

3. ประวัติและความเป็นมาของบ้านท่าคล้อ

บ้านท่าคล้อ ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่ม ที่โอบล้อมไปด้วยป่าไม้และขุนเขา อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีความหลากหลายทางด้านระบบนิเวศวิทยา โดยมีแม่น้ำป่าสักเป็นสายเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งในด้านการเกษตรและเพื่อการดำรงชีพ เป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศไทย บ้านท่าคล้อ ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกนั้นน่าจะอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 โดยมีเหตุการณ์ เมื่ออาณาจักรล้านนาเสื่อมอำนาจลงพม่าได้เข้ามามีอำนาจปกครองสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ล้อมตีเมืองเชียงแสนแล้วเผาทำลายบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เป็นที่มั่นแก่ข้าศึกพม่าอีกต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯให้กรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราชนำทัพไปขับไล่พม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสน เมื่อได้ชัยชนะแล้วก็รวบรวมชาวเชียงแสนได้23,000ครอบครัวแบ่งออกเป็น5ส่วนส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ที่เชียงใหม่ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ลำปางส่วนหนึ่งให้ไปอยู่น่านส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์อีกส่วนหนึ่งถวายลงกรุงเทพฯโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองสระบุรีบ้างแบ่งไปอยู่ราชบุรีบ้าง[3]

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่3 ได้มีการเกิดกบฏ พระเจ้าฟ้างุ้มขึ้น  ได้มีการต้อนเชลยศึกจากกรุงเวียงจันทน์ ไปสู่พระนคร (กรุงเทพมหานคร) ผ่านหัวเมืองต่างๆ ในฝั่งประเทศไทยตั้งแต่จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา  และจังหวัดสระบุรี (บึงหนองโค้ง)[4] ซึ่งใช้เป็นจุดพักที่สำคัญก่อนเดินทางต่อไปยัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เชลยบางส่วน ที่เป็นลาวพุงขาวและลาวพุงดำ ในสมัยก่อนนั้นไม่มีเสื้อผ้าใส่ ลาวพุงขาวเป็นชาวลาวที่มีต้นกำเนิดมาจากเชียงขวาง ส่วนลาวพุงดำ เป็นชาวลาวที่อาศัยอยู่ในกรุงเวียงจันทน์ โดยชาวลาวที่อาศัยอยู่บ้านท่าคล้อ ส่วนมากจะเป็นลาวพุงดำ[5]

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับช้างเผือกที่ พระสุนทรราชวงศ์ เจ้าเมืองสีทา (ปัจจุบัน คือ หมู่ 8 ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย) และจัดให้เขาคอกเป็นที่ฝึกทหาร และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จพระราชดำเนินหลายครั้ง[6] และมีการสร้างกำแพงหินขึ้นตรงบริเวณเขาคอก ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐาน และกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน พระตำหนักเขาคอกคชคีรี ในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 โดยนาวาเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น เป็น อธิบดีกรมศิลปากร ในสมัยนั้น[7]

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2544 หน้า 11 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พระตำหนักเขาคอกคชคีรี บ้านท่าคล้อ ตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 แต่มิได้กำหนดขอบเขตที่ดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน พระตำหนักเขาคอกคชคีรี บ้านท่าคล้อ ตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ให้มีพื้นที่โบราณสถาน 2,125 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ประกาศ ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2543 นาวาเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากร[8]

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการพัฒนาทางด้าน การสร้างทางรถไฟ  เมษายน พ.ศ. 2493 ได้มีการก่อสร้างสถานีรถไฟชุมทางแก่งคอยขึ้น ตั้งอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นสถานีรถไฟชั้นหนึ่ง เป็นชุมทางแยกไป 3 เส้นทาง คือเส้นทางผ่านตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ กับเส้นทางผ่าน อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะไปบรรจบกันที่ สถานีรถไฟชุมทางบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพเป็นระยะทาง 125 และอีกเส้นแยกไปชุมทางคลองสิบเก้าบ้านท่าคล้อนั้น เป็นสถานีหนึ่งของเส้นทางรถไฟสาย ลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ[9] สถานีเขาคอกตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าคล้อ หมู่ที่ 9 โดยมีระยะห่างจากสถานีชุมทางแก่งคอย 9.289 กม.[10]

ยุคนายฮ้อย ช่วงปีพ.ศ.2475-2505 นายฮ้อยผู้ทำอาชีพค้าขายวัว-ควาย ด้วยกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แหล่งสินค้า ที่สำคัญที่สุดรู้จักเทคนิคการค้าขายการต่อรองราคา สมัยนั้นพวกพ่อค้าวัว พ่อค้าควาย ต้องไล่ต้อนสัตว์ลงไป จะต้องผ่านเขตเขาใหญ่ ซึ่งมีมหาโจรเขาใหญ่คอยสกัดทำร้ายเป็นประจำ ด่านผู้ร้ายที่สำคัญขนาดเขตอันตรายสีแดง ก็คือ ?ปากช่อง? ?ช่องตะโก? พวกพ่อค้าทั้งหลายจะขี้ขลาดตาขาวลาวพุงดำไม่ได้ ต้องกล้าเก่ง ฮึกหาญ เตรียมต่อสู้ทุกคน ไม่เขาก็เรา ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชาย ต้องบุกให้ผ่านพ้นอันตรายให้จนได้ นายฮ้อยต้องมีปืนมีดาบติดตัวเสมอ เมื่อมีเวลาเหตุการณ์ ต้องออกหน้าออกตาในการต่อสู้ ถ้านายฮ้อยดีก็ปลอดภัยทั้งขาไปขากลับ[11] บ้านท่าคล้อ เป็นจุดพักวัว ควาย ที่สำคัญ ในเขาคอก  เนื่องจากบริเวณเขาคอกมีภูเขาล้อมรอบ เป็นปราการทางธรรมชาติได้อย่างดี อีกทั้งในเขาคอกยังอุดมไปด้วยอาหาร ทางธรรมชาติมากมาย เช่นกุ้ง หอย ปู ปลา หน่อไม้ ไก่ป่า และสัตว์ป่า มากมาย ง่ายต่อการตั้งกองเกวียนคาราวาน ถือเป็นสถานที่และเส้นทางที่สำคัญเส้นหนึ่งของนายฮ้อยทุกกองคาราวาน จะต้องได้มาพักแรมที่เขาคอก ก่อนเดินทางไปยังจังหวัดกรุงเทพ ลพบุรี และทางภาคเหนือ ต่อไป

สถานที่ทางประวัติศาสตร์



1. พระตำหนักเขาคอกคชคีรี ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2544   รวมถึงกำแพงทางเข้า เขาคอก ที่สร้างด้วยหินปูนโดยมีลักษณะการสร้างคล้ายคลึงกับกำแพงดินที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

2.พ่อเฒ่าด่าน ตั้งอยู่หน้าเขาน้อย ทุกๆปีชาวบ้านท่าคล้อ โดยเฉพาะชาวบ้านหมู่ที่ 9 จะมาทำพิธีไหว้สักการะ ขอพรในช่วงก่อนเข้าพรรษา และช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ นอกจากนี้ชาวบ้านที่มีความประสงค์จะมาสักการะก็สามารถทำได้ตลอดเวลา สำหรับเครื่องไหว้นั้นจะเป็น หัวหมู บุหรี่ และเหล้าขาว ถ้าหากไม่มีหัวหมูสามารถใช้หมูสามชั้นได้

3.พ่อเฒ่าบ้านหรือศาลปู่ ศาลย่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ทุกๆปีชาวบ้านท่าคล้อ โดยเฉพาะชาวบ้านหมู่ที่ 10 จะมาทำพิธีไหว้สักการะ ขอพรในช่วงก่อนเข้าพรรษา และช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ นอกจากนี้ชาวบ้านที่มีความประสงค์จะมาสักการะก็สามารถทำได้ตลอดเวลา สำหรับเครื่องไหว้นั้นจะเป็น อาหาร คาว หวาน  หัวหมู บุหรี่ เหล้าขาว และน้ำแดง เป็นต้น

4.วัดถ้ำนิมิตรมังกร หรือถ้ำสะอาดเป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกถ้ำแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเขาภายในวัดภายในถ้ำนิมิตรมังกร(ธ) ภายในถ้ำนั้นยังคงความงดงามเป็นธรรมชาติ ที่สวยงามมีหินงอก หินย้อย มีอุณภูมิประมาณ 22 องศาเซลเซียส ทั้งปี ปัจจุบันได้ถูกปรับปรุงใช้เป็นที่ลงอุโบสถ ของพระสายปฎิบัติธรรมกรรมฐาน ในวันพระใหญ่

5.หลวงพ่อพิกุล เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านของชาวบ้านท่าคล้อ มีอายุประมาณร้อยกว่าปี ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์วัดท่าคล้อเหนือ ในอดีตนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 องค์ แต่ถูกโจรลักขโมยไปคงเหลือไว้แต่ฐานพระ ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 เป็นผู้เก็บรักษา

6.เขาพระนอน วัดท่าคล้อใต้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน ภายในเขามีถ้ำใช้สำหรับลงโทษผู้กระทำความผิด โดยชาวบ้านที่เคยลงไปในถ้ำได้เห็นโซ่ตรวน และเครื่องพันธนาการต่างๆที่ใช้จับนักโทษ และยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องพญานาค โดยชาวบ้านได้นำลูกมะพร้าวโยนลงไปภายในถ้ำ เวลาผ่านไป 1 วัน มะพร้าวลูกนั้นไปโผล่กลางแม่น้ำป่าสัก

7.ท่าควาย เป็นท่าที่ใช้ในการต้อนวัว ควาย ขึ้นจากแม่น้ำป่าสักที่เดินทางมาจากอีสาน ผ่านป่าดงพญาเย็น ซึ่งอยู่ยุคนายฮ้อย ในช่วงปีพ.ศ.2475-2505 ปัจจุบันยังคงใช้เป็นเส้นทางสัญจร ในการลงไปยังแม่น้ำป่าสัก ในเขตบ้านท่าคล้อ หมู่ที่ 3 , หมู่ที่9 และหมู่ที่10.

 

 

          เรียบเรียงโดย นายวิธวินท์ ภาคแก้ว

นักวิชาการอิสระ

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

https://culturalenvi.onep.go.th

http://www.saraburi.go.th/srb1/จ.สระบุรี

http://www.ubonpra.com

https://th.wikipedia.org/wiki/ชาวไทพวน

https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดสระบุรี

https://th.wikipedia.org/wiki/ชุมทางรถไฟแก่งคอย

https://web.facebook.com/222323771159492/posts/วิศวกรรมการรถไฟ

อาจารย์ล้วน สบบรม ข้าราชการบำนาญ

 



[1] https://th.wikipedia.org/wiki/ชาวไทพวน (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[2] http://www.saraburi.go.th/srb1/?open=เกี่ยวกับสระบุรี (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[3] http://www.saraburi.go.th/srb1/จ.สระบุรี (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[4] https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดสระบุรี(สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[5] ข้อมูลจาก อาจารย์ล้วน สบบรม ข้าราชการบำนาญ

[6] http://www.saraburi.go.th/srb1/?open=เกี่ยวกับจังหวัดสระบุรี (สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564)

[7] http://www.saraburi.go.th/srb1/จ.สระบุรี (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[8] https://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/3941 (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[9] https://th.wikipedia.org/wiki/ชุมทางรถไฟแก่งคอย (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[10] https://web.facebook.com/222323771159492/posts/วิศวกรรมการรถไฟ (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

[11] http://www.ubonpra.com/ตำนานนายฮ้อย (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การทำหน่อไม้ดอง

 ขั้นตอนการทำ 1.นำหน่อไม้ที่ได้มาแกะเปลือกหน่อไม้ออกให้นำส่วนที่ไม่ต้องการออกไป 2.ใช้มีดฝานหรือสับหน่อไม้ชิ้นเล็กๆ พอสวยงาม 3.นำไปล้างน้ำสะอาด 4.แช่น้ำสะอาดทิ้งเอาไว้ 1 คืน

การทำน้ำหมักชีวภาพ

 วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ 1.นำเศษผัก ผลไม้ หรือของเหลือ นำมาใส่ในถังขนาด ตามความเหมาะสม หรือที่มี ถังดังกล่าวต้องไม่รั่วซึม 2.ใส่น้ำซาวข้าว และน้ำข้าวลงไป(กรณีหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ)

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว                 พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ประเทศลาวเมื่อรัชสมัยของพระเจ้าฟ้างุ้ม(พ.ศ.๑๘๙๖-๑๙๑๔)แห่งอาณา จักรล้านช้าง  ซึ่งมีพระบรมเดชานุภาพมาก  ชาวลาวยกย่องว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราชองค์แรกของลาว              มูลเหตุของพระพุทธศาสนาแผ่ขยายเข้าสู่ประเทศลาวในรัชสมัยของพระเจ้าฟ้างุ้มเนื่องจาก  มเหสีของพระองค์ คือ พระนางแก้วยอดฟ้า  เป็นพระธิดาของพระเจ้าศรีจุลราชแห่งเมืองอินทปัตถ์ในอาณาจักกัมพูชาซึ่งพระนางเคยเคารพนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาก่อน ตั้งแต่มาอยู่เมืองอินทปัตถ์แล้ว เมื่อพระนางเสด็จมาประทับที่อาณาจักรล้านช้าง พบเห็นชาวเมืองยังคงเคารพนับถือลัทธิบูชาผีสางเทวดาจึงทรงไม่สบายพระทัย จึงได้กราบทูลให้พระเจ้าฟ้างุ้มแต่งคณะราชทูตไปทูลขอพระสงฆ์เพื่อมาช่วยประดิษฐานพระพุทธศาสนาจากพระเจ้าศรีจุลราช ซึ่งพระเจ้าฟ้างุ้มทรงทำตามคำแนะนำของพระนางแก้วยอดฟ้า  ...